แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เตรียมการก่อสร้าง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เตรียมการก่อสร้าง แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554

จะทำที่จอดรถ ควรจะกว้างเท่าไร ถึงจะดี

ปกติแล้ว กฏหมายไทยกำหนดไว้ว่า ให้ที่จอดรถกว้าง 2.4 เมตร แต่ที่จริงแล้วความกว้างขนาดนี้ เหมาะจะเป็นที่จอดรถ ตามที่ทำงาน ร้านอาหาร หรือที่อื่น ๆ ที่ไม่ใช่บ้านมากกว่า เพราะว่าเมื่อคุณอยู่บ้าน คุณอาจจะต้องทำความสะอาดรถ เช็ดถู หรือเอาของออก เก็บของเข้า อยู่เป็นประจำ ดังนั้นที่จอดรถควรจะกว้างสัก 3.0 เมตร จะเป็นการดีที่สุดสำหรับการจอดรถในบ้านหนึ่งคัน แต่ว่าถ้าหากมีรถสองคัน ที่จอดรถก็ควรจะแค่ 5.5 เมตรก็พอไม่จำเป็นต้องกว้าง 6.0 เมตร

ตัวเลขที่ให้ไปนี้ เป็นตัวเลขที่เหมาะแก่การสร้างที่จอดรถอยู่แล้ว หากว่าจะเพิ่มให้กว้างมากกว่านี้ ผมมองว่าไม่ควรทำ เพราะว่ามันอาจจะเปลืองเนื้อที่ โดยใช่เหตุ ลองคิดดูว่า พอจอดรถปุ๊ป แต่ยังมีพื้นที่ด้านข้างเหลือเยอะมาก จะจอดรถอีกคันก็ไม่ได้ เพราะไม่พอสำหรับรถอีกคัน แล้วพื้นที่นั้นจะเอาไปทำอะไร ...ยังไงก็อย่าลืมวางแผนให้ดีก่อนสร้าง เพราะว่าการแก้ไขใหม่จะทำให้เปลืองงบโดยไม่จำเป็นนะครับ
read more "จะทำที่จอดรถ ควรจะกว้างเท่าไร ถึงจะดี"

วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2554

พื้นภายในและภายนอก ทำไมต้องไม่เท่ากัน

การที่พื้นบ้าน ภายในและภายนอก ต้องทำให้ต่างระดับกันไว้ ก็ด้วยเหตุผลหลายอย่าง เช่น หากว่าภายนอกของตัวบ้าน ไม่มีหลังคา กันสาด การที่บ้านมีพื้นภายในกับภายนอกเท่ากัน เมื่อฝนตกสาดเข้ามา อาจจะทำให้น้ำรั่วซึมเข้ามาในบ้านได้ แต่ถ้าหากเราทำพื้นที่ต่างระดับไว้ จะทำให้สามารถป้องกันส่วนนี้เยอะมาก

แต่ถ้าหากว่าบ้านของใคร ผิดพลาดสร้างให้พื้นภายในและภายนอกเท่ากันไปแล้ว การแก้ไขก็ยังสามารถทำได้ ก็คือการสร้าง เขิบ หรือธรณีประตูขึ้นมาไว้ สำหรับกั้นน้ำ แต่อาจจะไม่ตรงใจใครหลาย ๆ คน เพราะอยู่ดี ๆ ก็มีขอบประตูด้านล่าง สูงขึ้นมาไว้ให้เดินสะดุดเล่นเวลาเผลอเสียอย่างนั้น..ดังนั้นถ้าหากว่าไม่อยากให้มีปัญหาภายหลัง ก็ควรจะทำการวางแผน และเข้มงวดในการตรวจสอบแบบอาคารแต่เนิ่น ๆ จะดีกว่า...

ที่มา greenhomezone
http://greenhomezone.blogspot.com/
read more "พื้นภายในและภายนอก ทำไมต้องไม่เท่ากัน"

วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554

ระวังเรื่องงานเสาเข็ม และฐานรากให้ดี ไม่งั้นบ้านอาจจะพัง

งานเสาเข็มและฐานรากถือเป็นส่วนสำคัญมาก ๆ ของตัวบ้าน เพราะฉนั้นงานส่วนนี้ เจ้าของบ้านควรจะเน้นเสียหน่อย เพราะถึงแม้ว่า เสาเข็มและฐานรากจะไม่ได้โชว์ ให้เราเห็น เพราะว่าฝังอยู่ใต้ดิน แต่นี่แหละคือตัวการสำคัญ ที่พอเวลาบ้านทรุดบ้านร้าวแล้ว ก็จะเกิดปัญหาที่ใหญ่มาก ๆ เนื่องจากว่าเรามองไม่เห็นว่ามันเกิดอะไรขึ้น หรือต่อให้รู้ว่า ปัญหาเกิดจากฐานราก ก็แก้ไขได้ยากมาก เพราะว่าโครงสร้างส่วนใหญ่ฝังอยู่ใต้ดินทั้งหมด

ในการก่อสร้าง คุณควรจะยอมเสียเงินในส่วนนี้ให้มากหน่อยเพราะ อย่างที่กล่าวมาข้างต้นว่าถ้าเกิดปัญหาจะแก้ไขยากมาก ดังนั้น เมื่อได้แบบบ้านมา คุณควรจะสอบถาม หรือ พูดคุยกับผู้ออกแบบให้เรียบร้อยก่อน ว่าคุณนั้น ซีเรีนสและให้ความสำคัญกับส่วนนี้ เขาจะได้ออกแบบฐานราก ให้แข็งแรงมากขึ้น และตรวจเช็คอย่างถี่ถ้วนขึ้นไปอีก....

ที่มา greenhomezone
www.greenhomezone.blogspot.com
read more "ระวังเรื่องงานเสาเข็ม และฐานรากให้ดี ไม่งั้นบ้านอาจจะพัง"

วางแนวรั้วบ้านอย่างไร ไม่ให้มีปัญหาทีหลัง

การวางแนวรั้วบ้าน นั้นต้องดูด้วยว่า แนวรั้วที่จะวางนั้นอยู่ติดกับอะไร หรือติดกับที่ของใคร เช่นถ้าหากว่า เราจะวางแนวรั้วด้านหน้า ซึ่งส่วนใหญ่หน้าบ้าน จะอยู่ติดกับพื้นที่สาธารณะ ดังนั้นรั้วบ้านของเราห้ามเหลื่อมล้ำเข้าไปในพื้นที่นั้นเด็ดขาด

แต่ถ้าหากว่า แนวรั้วที่จะสร้างอยู่ติดกับเพื่อนบ้าน เราสามารถใช้ กึ่งกลางของรั้วกั้นตรงกลาง ระหว่างแนวเขตที่ดินของเราและเพื่อนบ้านได้เลย ดีไม่ดี อาจจะได้คนช่วยหารค่าทำรั้วด้วยนะเพราะว่ามีผลประโยชน์เกิดขึ้นกันทั้งสองฝ่าย

แต่ทั้งนี้ก่อนจะสร้างรั้วอย่าลืม ตรวจสอบบริเวณนั้นให้ดีด้วย เพราะว่าอาจจะมีการฝังท่อน้ำประปาไว้แถวนั้น เดี๋ยวจะไปขุดดินจนโดนท่อน้ำแตก เสียหายไปเสียอีก
read more "วางแนวรั้วบ้านอย่างไร ไม่ให้มีปัญหาทีหลัง"

วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554

การนึกภาพก่อนเลือกแบบบ้าน

หลาย ๆ คนที่สร้างบ้าน มักจะมองแบบบ้านของตัวเอง ในมุมสูง หรือทำตัวเป็นนก บินอยู่บนอากาศแล้วมองลงมา ซึ่งจริง ๆ แล้วเราทำแบบนั้นไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าวิธีมองในมุมสูงนั้นไม่จำเป็น แต่สิ่งที่คุณควรทำในการมองแบบบ้านคือการนึกภาพตัวเองกำลังเดินเข้าบ้านต่างหาก ดังนั้นเวลาเราจะสร้างบ้าน ให้นึกถึงว่า คุณกำลังเดินไปในบ้านที่สร้างเสร็จแล้ว แล้วลองจินตนาการดูว่า ถ้าหันซ้ายจะเป็นห้องอะไร หันขวาจะเป็นห้องอะไร และที่สำคัญควรจะนึกถึง ธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวบ้านรวมทั้งตัวคุณด้วย เช่น แสงแดดส่องไปทางไหน ลมพัดเข้าทางไหน หรือว่า ฝนสาดไปทางไหน 
            บางคนเวลาจะสร้างบ้านสักหลัง มักจะวาดแปลนบนกระดาษ คร่าว ๆ แต่ไม่นึกถึง การใช้งานจริง และความต่อเนื่องของห้องต่าง ๆ เช่น บางคนขอให้มีห้อง นอนครบ3ห้อง ก็พอ จะจัดไว้ตรงไหนก็ได้ โดยไม่นึกถึงว่า สภาพแวดล้อมภายนอกจะเป็นอย่างไร บางครั้ง ก็ได้ห้องนอน ที่หันหัวติดกับครัวบ้าง จะย้ายก็ไม่ได้ เพราะติดห้องน้ำอีก หรือ ติดประตูบ้าง สุดท้ายก็ได้บ้นที่ไม่ถูกใจ จนแทบอยากจะทุบทำใหม่ให้รู้แล้วรู้รอด
             ในการจัดวางห้องต่าง ๆ จึงควรดูจากสภาพแวดล้อมภายนอก ให้มากที่สุด เช่นดูทิศทางแสงแดดยามเช้า เที่ยงเย็น ทิศทางลมที่พัดเข้าตัวบ้าน ทิศทางที่ฝนสาด สภาพแวดล้อมภายนอกโดยรวม ถ้านึกถึงสิ่งเหล่านี้ จะทำให้คุณได้บ้านที่ถูกใจ ไม่เป็นปัญหาอื่น ๆ ตามมา เช่น ร้อนบ้าง ฝนสาดบ้าง ในภายหลัง แถมถ้าจัดถูกที่ถูกทาง จะทำให้ประหยัด ได้อีกด้วย
read more "การนึกภาพก่อนเลือกแบบบ้าน"

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เกิดปัญหากับ สถาปนิก และ วิศวกร ร้องทุกข์ที่ไหนดี

ย้ำก่อนว่าคุณจะร้องเรียนปัญหาได้ก็ต่อเมื่อปัญหานั้น เกี่ยวข้องกับ จรรยาบรรณ ความสามารถ ความซื่อสัตย์ ของวิศวกร หรือ สถาปนิกเท่านั้น เช่น เสาเข็มในแบบ ระบุว่าให้ใช้เข็มยาว 7 เมตร แต่เวลาตอกจริง เข็มเหลือแค่ 5 เมตร ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้คุณสามารถที่จะร้องเรียน หรือ ร้องทุกข์ได้หากว่าเกิดการตกลงกันไม่ได้ และถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นให้ดำเนินการดังนี้
        ร้องทุกข์  คุณสามารถไปขอคำปรึกษา หรือ ร้องทุกข์ได้ที่ สมาคม สถาปนิกสยาม หรือ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ซึ่งตรงส่วนนี้คุณจะได้คำแนะนำที่ถูกต้องมากที่สุด และฟรี ไม่เสียเงิน
        ทำหนังสือร้องทุกข์  ในส่วนนี้จะเป็นทางการสักหน่อย ก็คือทำเป็นหนังสือ ไปร้องทุกที่ สภาวิศวกร หรือ สภาสถาปนิก ซึ่งควรจะใช้วิธีนี้ก็ต่อเมื่อ วิธีแรกนั้นไม่ได้ผล
        ฟ้องศาลสถิตยุติธรรม  ถ้าแจ้งทาง สภาวิศวกร หรือ สภาสถาปนิกไปแล้ว ยังไม่มีอะไรดีขึ้น ก็ฟ้องศาลได้เลยครับ
read more "เกิดปัญหากับ สถาปนิก และ วิศวกร ร้องทุกข์ที่ไหนดี"

ราคาค่าออกแบบ คิดกันอย่างไร

ผมได้แบ่ง ค่าบริการออกแบบไว้หลายแบบ แล้วแต่ว่าคุณจะไปเจอแบบไหน ซึ่งมีตั้งแต่ แบบคิดกันเป็นทางการ และคิดกันแบบเพื่อนสนิท ก็มีซึ่งมีอยู่หลายกรณีดังนี้
กรณีที่ 1 ราคาตามมาตรฐานสมาคมสถาปนิกสยาม
            ซึ่งแบ่งไว้เป็น 6 ประเภท ได้แก่
            ประเภทที่1 ตกแต่งภายใน ครุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์
            ประเภทที่2 พิพิธภัณฑ์ วัด อนุสาวรีย์ อาคาร อนุสรณ์ที่วิจิตร
            ประเภทที่3 บ้าน เฉพาะตัวบ้านไม่รวมตกแต่งภายใน
            ประเภทที่4 โรงพยาบาล โรงแรม ธนาคาร คอนโดมิเนียม วิทยาลัย รัฐสภา
            ประเภทที่5 สำนักงาน ห้างสรรพสินค้า หอพัก โรงเรียน โรงงาน อุตสาหกรรม
            ประเภทที่6 โกดัง อาคารจอดรถ ห้องแถว ตลาด
        
            จากนั้นเอาประเภทของงานไปหาราคาออกแบบ

   ประเภท   ไม่เกิน10ล้าน   10-30ล้าน   30-50ล้าน   50-100ล้าน   100-200ล้าน   200-500ล้าน
       1            10.0%         7.75%       6.50%        6.00%           5.25%            4.50%
       2            8.50%         6.75%       5.75%        5.50%           4.75%            4.25%
       3            7.50%         6.00%       5.25%        5.00%           4.50%            4.00%
       4            6.50%         5.50%       4.75%        4.50%           4.25%            3.75%
       5            5.50%         4.75%       4.50%        4.25%           4.00%            3.50%
       6            4.50%         4.25%       4.00%        3.75%           3.50%            3.25%
     
ในการคิดราคาก็อย่างเช่นถ้าหากว่าคุณจะสร้างบ้าน คุณก็ดูว่าบ้านอยู่ในการออกแบบประเภทที่3 คุณก็ดูว่าราคาบ้านมีมูลค่าเท่าไร แล้วเอามาเทียบในตาราง เช่น
                           บ้านราคา             1 ล้านบาท
                           ค่าออกแบบเท่ากับ 7.5% = 75,000 บาท
แต่ถ้าหากว่าราคาแพงกว่านั้นเช่น
                           บ้านราคา            15 ล้านบาท
                           ค่าออกแบบ10ล้านแรก=750,000 บาท=7.5%
                           ส่วน อีก 5 ล้านเหลือ   =300,000 บาท=6.0%
                           รวมค่าออกแบบทั้งหมด ก็จะเป็น 1,050,000 บาท

จะเห็นว่าค่าออกแบบนั้นราคาค่อนข้างสูงมาก แต่ถ้าคุณมีคนที่หรือจัก หรือหาผู้ที่รับออกแบบโดยคิดราคาแบบเหมาจ่ายได้ ซึ่งในปัจจบันการแข่งขันในงานด้านนี้ก็ค่อนข้างสูง ทำให้ผู้ประกอบการหรือวิศวกรต่าง ๆ หาวิธีที่จะดึงดูดลูกค้าเพื่อหาเงินกันเยอะ ทำให้ราคาค่อนข้างถูกลง

กรณีที่2 แบบเหมาจ่าย วิธีนี้จะใช้ได้กับการออกแบบ อาคารขนาดเล็กราคาประมาณ 5 แสน - 1 ล้าน บาท หรืออาจจะสูงกว่านี้ได้นิดหน่อย แล้วแต่ผู้รับจ้างจะรับออกแบบหรือไม่ โดยราคาก็อยู่กับความ ยากง่ายของงาน อาจจะมีราคาตั้งแต่ หลักพันบาท ไปจนถึง หลายหมื่นบาท แต่ก็ยังถูกกว่า กรณีแรกอยู่มาก
ซึ่งวิธีนี้เกิดจาก เทคโนโลยีการออกแบบ ที่เข้ามา มีบทบาท เมื่อก่อนนั้น กว่าจะได้บ้านสักหลัง ต้องใช้ปากกาวาดบรรจงเขียนทีละเส้น ซึ่งบ้านหนึ่งหลังอาจจะใช้เวลานานหลายวัน แต่เดี๋ยวนี้ อาจจะใช้เวลาไม่ถึง 3 วันในการออกแบบบ้านหนึ่งหลัง รวมทั้งการออกแบบโครงสร้างของวิศวกรแล้ว อาจจะใช้เวลาไม่ถึง 1 อาทิตย์ 

แม้ว่าผู้ว่าจ้างอยากจะได้ ราคาค่าออกแบบที่ถูกมากขนาดไหน แต่ก็ไม่ควรลืมว่า คุณภาพของงานที่ได้มานั้นต้องดี และสามารถใช้งานได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง หรือถ้าหากว่ามีส่วนไหนของแบบที่ไม่สมบูรณ์ เมื่อสอบถามไปยังผู้ออกแบบ ก็ควรจะได้รับคำตอบ หรือ วิธีแก้ไข โดยไม่ทิ้งงานไป หรือว่า ออกแบบแล้วก็แล้วกัน ทำได้ไม่ได้อีกเรื่อง  สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวบ่งบอกว่า ทุกบาททุกสตางค์ที่คุณจ่ายไปคุ้มค่าหรือไม่
read more "ราคาค่าออกแบบ คิดกันอย่างไร"

วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2554

จะสร้างบ้านเริ่มอย่างไรดี


เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องง่าย ๆ สำหรับคนที่เป็นช่าง ทั้งหลาย แต่ว่าสำหรับคนที่ไม่รู้อะไรเลย บทความนี้ อาจจะพอมีประโยชน์อยู่บ้าง ซึ่งผมจะแยกไว้เป็นหลายกรณีเพื่อให้เป็นแนวทางได้ศึกษาต่อครับ

กรณีที่1 ถ้าคุณไม่ต้องการความยุ่งยากมาก ต้องการแบบรวดเดียวเสร็จจบกระบวนการ คุณก็ควรเดินไปที่บริษัทรับเหมาสร้างบ้าน หรือหาตามเวปไซต์ต่าง ๆ เพื่อติดต่อให้บริษัทเหล่านั้นมาสร้างบ้านให้แก่คุณ คุณก็ไม่ต้องทำอะไรมากแค่เลือกแบบที่ต้องการ และเลือกวัสดุที่บริษัทเหล่านั้นนำมาเสนอ ก็ส้รางบ้านได้ และมีราคาค่าก่อสร้าง ที่ตายตัวหากไม่ทำการแก้ไขแบบ แต่คุณอาจจะได้แบบบ้านที่ไม่ตรงใจ หรือตรงกับในจินตาการสักเท่าไร

กรณีที่2 ถ้าอยากได้แบบบ้านที่ถูกใจเป๊ะ คุณต้องไปติดต่อสถาปนิก เพื่อที่จะออกแบบบ้านให้ตรงใจของคุณ ตรงนี้คุณจะต้องเสียเงินเป็นค่าออกแบบอีก แต่รับรองถูกใจเจ้าของบ้านแน่ ซึ่งควรจะเลือกผู้ออกแบบที่รู้จักกันเพื่อประหยัดค่าออกแบบด้วย แต่ถ้าไม่มีคนที่รู้จัก ตามเวปไซต์ต่าง ๆ ก็สามารถช่วยคุณได้  ซึ่งวิธีนี้อาจจะทำให้ ราคาบ้านเกินงบ ออกไปสักหน่อย แต่ก็ได้บ้านที่ถูกใจ ทั้งรูปทรง และวัสดุที่ใช้ เชียวล่ะ

   
read more "จะสร้างบ้านเริ่มอย่างไรดี"